เทศน์พระ

คุยได้

๑๔ เม.ย. ๒๕๕๗

 

คุยได้
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์พระ วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๗
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

เอ้า ตั้งใจฟังธรรมะเนาะ โยมเขาต้องฟังธรรมะ บริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา โยมเขาฟังธรรมะกัน เขาแสวงหาเพื่อบุญกุศลของเขา ถ้าใครมีกำลังสามารถปฏิบัติได้เขาก็ปฏิบัติของเขา

เราเป็นฆราวาส เราเห็นภัยในวัฏสงสารเราถึงมาบวช เพราะบวชพระ บวชขึ้นมา เห็นไหม บวชแต่ร่างกาย บวชร่างกายเป็นสมมุติสงฆ์ บวชแล้วเราจะประพฤติปฏิบัติ เราจะประพฤติปฏิบัติเพื่อชำระล้างสิ่งความโง่เง่าเต่าตุ่นในหัวใจของเรา ความโง่เง่าเต่าตุ่นนะ ถ้าใครมีสามัญสำนึกนี่มันจะเห็นความโง่ของตัวเอง แต่ถ้าใครมันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันจะยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเองมีปัญญา เราเป็นฆราวาส ฆราวาสเขาถือศีล ๕ ศีล ๑๐ กัน เรามาบวชเป็นพระมีศีล ๒๒๗ อีโก้มันยิ่งสูงขึ้น เพราะเราเป็นพระนะ เป็นพระนะ ฆราวาสเขายกมือไหว้ไง เขายกมือไหว้เพราะอะไร เพราะศีลเขาต่ำกว่า เขาต่ำกว่าเขายกมือไหว้

แต่ถ้าฆราวาสเขาปฏิบัติของเขาได้ เขามีคุณธรรมของเขา เขาอาจจะสูงกว่าเราก็ได้ นี่เพราะว่าเขาบวชใจไง ฉะนั้น เราบวชเป็นพระมาแล้วเราบวชมาเพื่อประพฤติปฏิบัติ การประพฤติปฏิบัติฟังธรรมๆ เพื่อตอกย้ำหัวใจของตัวเองไง เวลาเราเป็นฆราวาส เราถือศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็ได้ ถ้าเราถือศีลมากขนาดไหนก็ได้เพราะการถือของเรา แต่มันจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ฉะนั้น พอเราบวชพระมา เราประกาศตน ท่านยกเข้าหมู่ไง ยกเรามนุษย์คนหนึ่งคนๆ หนึ่งยกจากฆราวาสให้เข้ามาเป็นภิกษุสงฆ์ ภิกษุสงฆ์ด้วยการยกเข้าหมู่ เห็นไหม ญัตติจตุตถกรรมยกเข้าเป็นหมู่ แล้วเราบวชโดยสมมุติ เราเป็นพระโดยสมมุติ สมมุติว่าเป็นพระ ฐานะของความเป็นพระ ถ้าความเป็นพระนี่เป็นพระที่ร่างกาย เป็นพระที่สมณสารูป รูปลักษณ์มันบอกว่าเป็นพระเป็นสมณะ แต่หัวใจล่ะ ถ้าหัวใจเป็นสมณะๆ คิดอย่างนี้เหรอ

สิ่งที่เขานึกคิดกัน สิ่งที่เขาคิดกัน ดูสิ ดูเวลาศึกษาพระไตรปิฎก หนังสือในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกมาเป็นสัจธรรมทั้งนั้น แต่หัวใจของเรา ถ้าเป็นพระความรู้สึกนึกคิดมันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ถ้าเป็นอย่างนี้ ที่ว่าฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อตอกย้ำตรงนี้ไง ตอกย้ำไอ้ความรู้สึกนึกคิด ไอ้ความรู้สึกนึกคิดที่ควบคุมไม่ได้ มันควบคุมไม่ได้หรอก

มันควบคุมไม่ได้เพราะอะไร เพราะมันอวิชชาคือความไม่รู้ จะไปควบคุมตรงไหน เพราะเราไม่รู้ที่เกิดที่ดับจะไปควบคุมที่ไหน เวลามันมานี่มันโถมใส่เราเลย มันมานี่มันมาเป็นลูกๆ เลย แล้วใช้อารมณ์รุนแรงนี่มันทำลายชีวิตของตัวเองยังได้เลย เราไม่รู้ที่เกิด มันเกิดมาอย่างไร มันลอยมาจากไหน ฟังธรรมๆ เพื่อตรงนี้ เพราะครูบาอาจารย์ท่านประพฤติปฏิบัติของท่านมา ท่านจะชี้นำเข้าไปไง ชี้นำเข้าไปให้เห็นต้นขั้ว รากเหง้าของมัน รากเหง้าของมัน เห็นไหม รากเหง้าที่ว่าความรู้สึกนึกคิดนี่มันเกิดมาจากไหน

ความรู้สึกนึกคิด ดูสิ ในปัจจุบันนี้ทุกคนเคารพคอมพิวเตอร์มาก ว่าสรรพสิ่งในคอมพิวเตอร์มันสร้างสถานการณ์สิ่งใดก็ได้ เขาจะทำวิจัยสิ่งใดเขาอาศัยคอมพิวเตอร์ เห็นไหม จะเรื่องดินฟ้าอากาศต่างๆ เขาสร้างโปรแกรมเข้าไป แล้วให้มันสร้างสถานการณ์ให้เหมือนจริงขึ้นมา นี่เขาเคารพคอมพิวเตอร์กันนะ เขาเขียนโปรแกรมเข้าไป มันถึงสร้างสถานการณ์ขึ้นมาให้เหมือนจริงขึ้นมา แล้วเวลาเราศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันอาการที่แสดงออกแสดงออกเป็นอย่างนั้น แล้วเราแสดงออกมาล่ะ ในหัวใจของเราล่ะ เราทำอย่างไร ครูบาอาจารย์ของเราท่านปฏิบัติมาท่านรู้ของท่านนะ ท่านรู้ของท่าน

นี่ปริยัติศึกษา ศึกษามาให้เป็นเครื่องดำเนิน ศึกษามาเพื่อเป็นแนวทาง เห็นไหม ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธะ ปริยัติต้องศึกษา ถ้าไม่ศึกษานี่เริ่มต้นเราก็งงๆ เดินหน้าก็ไม่ถูก ถอยหลังก็ไม่ได้ ไปซ้ายไปขวาไปไม่เป็นสักอย่างหนึ่ง เราก็ต้องศึกษา การศึกษาทางโลกเขาบอกการศึกษาทางวิชาการปัญญาเท่านั้นที่จะแก้ไขวิกฤติต่างๆ ทางโลก ทางชีวิต หน้าที่การงาน ต้องมีปัญญาทั้งนั้น มีสติมีปัญญาทั้งนั้น

ถูกต้อง ปัญญาให้ความเจริญงอกงามขึ้นมา แล้วถ้าเป็นภาวนามยปัญญามันสำคัญกว่านั้น ภาวนามยปัญญาขึ้นมามันชำระล้างกิเลส เห็นไหม นี่ดูสิ การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย เราต้องเป็นอย่างนั้นเหรอ เวลาไปประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลาออกประพฤติปฏิบัติต้องมีฝ่ายตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เวลาปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ เรื่องความเกิดแก่เจ็บตายมันเป็นเรื่องธรรมดา

ธรรมดาเพราะอะไร เพราะจิตใจมันรู้เท่าหมดแล้ว จิตใจมันสำรอกมันคายของมันออกมาแล้ว สิ่งที่เหลือไว้ เห็นไหม สอุปาทิเสสนิพพาน พระอรหันต์ยังมีชีวิตอยู่ ชีวิตที่เหลืออยู่ ชีวิตที่เหลืออยู่ แต่เราที่เป็นนักปฏิบัติขึ้นมานี่ชีวิตที่มีกิเลสตัณหาทะยานอยาก นี่การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย เราต้องเป็นแบบนั้น อยู่ในอำนาจของตัณหาความทะยานอยาก อยู่ในอำนาจของอวิชชา มันเจ็บแสบปวดร้อนในใจไปทั้งนั้น มันอาลัยอาวรณ์ไปทั้งนั้น มันทำให้น้ำตาไหลพรากไปทั้งนั้น มันมีแต่ความทุกข์ถมในหัวใจทั้งนั้น มันไม่ธรรมดาหรอก

แต่เวลาประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงขึ้นมาด้วยความเพียร ด้วยความเพียรชอบความวิริยะอุตสาหะของท่าน ท่านทำของท่านขึ้นมาจนชำระล้างกิเลสอวิชชาในหัวใจของท่านหมดสิ้นเลย เห็นไหม การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมดาก็เป็นผลของวัฏฏะไง ชีวิตที่เหลืออยู่ไง ชีวิตที่เหลืออยู่ เห็นไหม เพราะอวิชชาสิ้นไปจากในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้เยาะเย้ยมารแล้ว “มารเอย เธอเกิดจากความดำริของเรา เราจะไม่ดำริถึงเจ้าอีกแล้ว เจ้าจะเกิดบนดวงใจของเราไม่ได้อีกเลย”

เพราะสิ่งนั้นถึงวางธรรมวินัยนี้ไว้แล้วเราศึกษา เราศึกษามาศึกษาด้วยอวิชชา ศึกษาด้วยความไม่รู้ของเรา ศึกษาเป็นภาคปริยัติก็เป็นทางวิชาการ มีปัญญาเท่านั้น ปัญญาที่จะแก้ไขทุกสิ่งได้ ปัญญาที่แก้ไขทุกสิ่งได้ เวลาเราไปศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาศึกษามาแล้วก็เป็นสัญญา สัญญาจะแก้ไขสิ่งใดได้ไหม เวลาเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น เราไปเอาสิ่งนั้นมาเทียบเคียงได้ไม่ทัน มันจะแก้กิเลสของเราได้ไหม แต่ถ้ามันเป็นปัญญาของเรา สิ่งใดที่เกิดขึ้นมันมีปัญญา มันแยกแยะในปัจจุบันนั้น มันเห็นผิดเห็นถูก เห็นความโง่เง่าของตัวเองที่ไปยึดมั่นถือมั่นให้มันเป็นทุกข์ขึ้นมา นั้นล่ะฝึกหัดให้มันเกิดขึ้นมาจากหัวใจของเรา

ถ้าฝึกหัดให้เกิดจากหัวใจของเรา เห็นไหม มันก็เป็นโลกียปัญญา ปัญญาที่ด้วยอำนาจวาสนาของเรา ถ้าเรามีสติปัญญาขึ้นมา เราจะทำความจริงขึ้นมาแล้ว เราเอาความจริงขึ้นมา พูดได้ทำได้ ศึกษาธรรมมาๆ เห็นไหม เวลาที่เราศึกษาขึ้นมา ศึกษาขึ้นมาแล้วเรามีปัญญาขึ้นมา มีปัญญาขึ้นมามีปัญญาไว้ทำไมล่ะ มีปัญญาไว้คุยไง

คุยได้..คุยได้แต่ทำไม่ได้ ถ้าคุยได้ พอคุยได้ก็เอาไว้คุยไง เอาไว้คุย สิ่งที่เอาไว้คุย ถ้าพูดได้ทำได้ เราคุยด้วย คุยกับใคร เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมาตามความเป็นจริงนะ เวลาถ้าจิตเราสงบแล้ว เราเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง เวลามันต่อสู้กัน มันแยกแยะกัน มันคัดค้านกัน ระหว่างกิเลสกับธรรมมันต่อสู้กันในหัวใจนี่มันสนุกนะ มันสนุก มันเพลิดเพลิน ถ้าจิตมีกำลังนะ

เวลาธรรมขึ้นมามันต่อต้าน เวลากิเลสมันต่อต้านมันทำให้ล้มลุกคลุกคลาน เวลาเรามีสติมีปัญญาขึ้นมานี่เราทำความสงบของใจขึ้นมามีความร่มเย็นเป็นสุข พอร่มเย็นเป็นสุขแล้วมันออกใช้ปัญญาฟาดฟันกับกิเลส ระหว่างธรรมที่มันชำระล้างกิเลส

ธรรมนี้มาจากไหน? ธรรมนี้มาจากการฝึกฝน การประหยัดมัธยัสถ์ การขุดค้น การกระทำ ธรรมมาจากไหน? ธรรมมาจากสติ สติยับยั้งไว้ จิตที่ส่งออกๆ นี่กำลังของจิต ธรรมชาติของจิตมันส่งออก ส่งออกก็มีสติยับยั้งมันไว้ ยับยั้งมันไว้ กำหนดพุทโธไว้ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิไว้ให้จิตมันมั่นคงขึ้นมา มันมั่นคงขึ้นมามันก็มีความสุข ถ้าจิตมันสงบแล้วมีแต่ความสุข มันไม่โดนกิเลสตัณหาความทะยานอยากชักนำไป

เวลามันคิดมันพิจารณาของมันไป มันพิจารณาไปโดยกิเลสไง พิจารณาไว้ทำไมนี่เอาไว้คุยกัน เอาไว้คุยว่าฉันรู้ฉันเห็นไง ทำไมต้องเอาไปไว้คุยล่ะ ทำไมไม่ให้มันเป็นความจริงขึ้นมาล่ะ ถ้าความจริงมันไม่คุยไง ระหว่างธรรมกับกิเลสมันฟัดกันน่ะ ถ้ามันฟัดกันกลางหัวใจนี่มันไม่ได้คุย มันคุยไม่ทัน มันมองไม่ทันเลย

ดูสิ เวลาเขาต่อสู้กัน เขาชำระล้างกัน เขาจะยิงกัน เขาจะฆ่ากัน เขาทำไม เขาวางแผนซับซ้อน เอ็งจะไปเห็นอะไรเขา เห็นอีกทีก็เป็นศพ คนนี้ตายๆ พอตายแล้วเขาก็ต้องเก็บหลักฐาน หลักฐานนี่แผลไหนแผลตาย แผลตายใครเป็นคนทำให้เขาตาย ตายไปแล้วนี่เขาก็สืบสวนสืบหาผู้กระทำความผิด นั่นเป็นเรื่องทางอาชญากรรมของโลก เขาก็มีตำราของเขา

ที่ว่าโลกนี้ต้องมีปัญญา ปัญญาจะแก้ไขทุกๆ อย่างได้ ก็ปัญญาแก้อย่างนี้ไง ปัญญาแก้ไขเรื่องโลกๆ ไง แก้ผลของวัฏฏะไง แล้ววัฏฏะก็ผูกพันกันไป เพราะมีสร้างเวรสร้างกรรม เราบวชมาเป็นพระ เราบวชเป็นพระนี่ศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ศึกษาไว้คุย ศึกษาไว้ทำ ไม่เอาไว้คุย

ดูสิ เวลาครูบาอาจารย์เราไม่ให้คลุกคลีกัน เก็บปากเก็บงำไว้ กิริยามารยาทเก็บงำไว้เก็บงำไว้ทำไม เก็บงำไว้ไม่ให้กิเลสมันเข้มแข็งขึ้นมา เวลาเราอยากจะชำระล้างกิเลส เราต้องทำให้กิเลสมันอ่อนแอลง ทำให้กิเลสมันไม่เข้มแข็งเกินไปนัก อดนอนผ่อนอาหารนี่ตัดทอนมันทั้งนั้น เวลาเราทำสมาธิ เวลาเราใช้ปัญญาของเรา เราก็อยากได้มรรคได้ผล แต่วิธีการกระทำมีแต่เสริมมันไง เวลาฟืนไฟขึ้นมานี่ใส่แต่ฟืนเข้าไป ไฟมันลุกโชติช่วง มันเผาลนก็ใส่ฟืนเข้าไป ใส่ฟืนเข้าไปให้ไฟดับๆ

นี่ไง คลุกคลีกันไง มั่วสุมกันไง แล้วก็มีเอาไว้คุยไง คุยธรรมะกันไง คุยธรรมะกลับไปแล้วก็งงๆ ไง เอ้.. เราพูดไปจะถูกหรือเปล่า ที่เขาพูดมามันไม่ใช่อย่างนั้น นี่เอาไว้คุย ไม่เอาไว้ทำ

ถ้าเอาไว้ทำนะเราศึกษามาพอแรงแล้ว นี่ฆราวาสเขามาวัด มาวัดก็มาเพื่อปฏิบัติ เวลาไง เวลาอยู่ทางโลกก็น้อยเนื้อต่ำใจ เวลาทางคฤหัสถ์มันคับแคบ ทางของภิกษุมันกว้างขวาง กว้างขวาง ๒๔ ชั่วโมงไง เราก็น้อยเนื้อต่ำใจว่าเราเป็นคฤหัสถ์ ทางของเราคับแคบ เวลามาวัดแล้วนี่ ๒๔ ชั่วโมงกว้างขวางแล้ว ทางมันกว้างขึ้นมาแล้วนะ ไฮเวย์เลย พุ่งเข้าไปเลย

มามั่วสุมกัน ไม่ทำ เดินจงกรมก็คอตก นั่งสมาธิขึ้นมานี่ โอ้โฮ.. เวลาทำไมมันเดินช้าขนาดนั้น ทุบนาฬิกาทิ้งเลย เวลามันทุกข์มันยาก แหม มันเดินเร็วนัก เวลาปฏิบัติขึ้นมาทำไมมันไม่เห็นเดินสักทีนาฬิกานี่ จะทุบมันทิ้ง นี่อะไร เพราะไม่เอาไว้ทำไง ถ้าเอาไว้ทำเราก็น้อยเนื้อต่ำใจมาแล้ว ว่าเรานี่เป็นผู้ที่อยู่ในทางคับแคบ ทางคับแคบเพราะเวลาเป็นเงินเป็นทอง นักบริหารเวลาเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้นเลย

เวลาปรึกษาหมอปรึกษาทางการแพทย์ เขาคิดค่าเวลาทั้งนั้น ถ้าเขาคิดค่าเวลา ในการปรึกษาไง เวลาเป็นเงินเป็นทอง แล้วนี่เราจะมาปฏิบัติสัจธรรมมันเหนือเงินเหนือทอง เหนือวิชาการใดๆ ทั้งสิ้น เพราะอะไร เพราะมันเหนือตาย มันเหนือความทุกข์ความยาก ถ้ามันเหนือความทุกข์ความยาก ทางจงกรมทางนั่งสมาธิ เราก็แสวงหามาแต่ไหนแต่ไร ก่อนที่เราจะมาปฏิบัติก่อนที่เราจะมาบวช เราก็อยากแสวงหา แสวงหาเวลาที่มันกว้างขวาง แสวงหาที่เดินจงกรมที่นั่งสมาธิภาวนา

เวลาครูบาอาจารย์ท่านไปเยี่ยมวัดท่านดูตรงนี้ ท่านดูว่ามีทางจงกรมไหม? ดูร่องรอยว่าพระมันได้เดินไหม เวลาอยู่บ้านตาดท่านพูดเลย นี่ทางจงกรมเสือมันจะนอนอยู่นั่น คือปล่อยรกร้างไง ถ้าคนมันเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาทางนั้นเรียบแป๊บเลย เวลาครูบาอาจารย์ท่านชมอาจารย์สิงห์ทอง เห็นไหม ท่านบอกอาจารย์สิงห์ทองท่านจะดื้อขนาดไหนก็พระหัวดื้อๆ แต่เวลาปฏิบัติเดินจงกรมทางเป็นร่องเลย ใครจะรู้ใครจะเห็นไม่สน ใครจะรู้จะเห็นกับเราไม่เกี่ยว เราเดินของเรา เพราะอะไร เพราะเป็นสมบัติของเราไง เวลาเขาเอาเงินมากองไว้ ใครนับได้เท่าไรได้เท่านั้น โอ๊ย นับกันใหญ่เลยจะเอาตังค์เขา

แต่เวลาความเพียรขึ้นมาเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาของตัวทำไมไม่ทำ เดินจงกรมเหงื่อไหลไคลย้อย นั่นล่ะมันจะขัดเกลาจิตมัน เวลาจิตของเรามันฟุ้งมันซ่าน มันมีความลุ่มหลงกันไปเพราะมันไม่มีสติปัญญา เห็นไหม ไม่ได้ขึงพืดมันใช่ไหม ฉะนั้นเราจะขึงพืดมันแล้ว เราจะขึงพืดกิเลสด้วยจิตของเรา เราเดินจงกรมด้วยฝ่าเท้า นั่งสมาธิด้วยก้น แต่เวลาเราเดินจงกรมเราจะนั่งสมาธิขึ้นมานี่ เราบังคับไว้แล้วว่าเราอยู่ตรงนี้ แล้วจิตใจมันอยู่กับเราไหม ถ้าจิตใจมันไม่อยู่กับเราเห็นไหม นี่เราจะขึงพืดมันไง นี่ทางจงกรมไม่ไป จะกี่ชั่วโมงจะอยู่ที่นี่ จะคิดไปไหนเอ็งไปเลย กูไม่ไป!..พอไม่ไปเห็นไหมนี่ขึงพืดมัน แล้วขึงพืดมันได้ไหม ถ้ามันมีสติปัญญา เห็นไหม เราทำ ไม่คุย ถ้าเอาไว้คุยนี่มันคุยได้ คุยได้ อวดได้ โม้ได้ แล้วได้อะไรมา ได้แต่ความฟุ้งซ่าน ได้แต่สิ่งที่เป็นตะกอนอยู่ในใจ

แต่ถ้าเราเดินจงกรมนั่งสมาธิของเราล่ะ มันจะได้ ได้ด้วยความอึดอัดขัดข้อง กิเลสถ้าไม่มีใครไปสนใจมัน มันสนุกครึกครื้นอยู่ในหัวใจของเรา มันจะนอนจะกลิ้งจะพลิกจะแพลงอยู่ในหัวใจของเรานี่สนุกครึกครื้น ไม่มีใครไปสนใจมัน มันสบายของมันน่ะ จะทำอะไรเชิญตามสบายเลย เราก็สบายใจไง

แต่พอเราตั้งสติ เราจะเข้าทางจงกรม เห็นไหม เราจะควบคุมมันแล้ว ถ้ามันฉลาดมันทำบังเงาซะ ทำไม่รู้ไม่เห็นให้เราเดินจงกรมปลอดโปร่งนะ พอเดี๋ยวพอมันคิดขึ้นมานะ มันตื่นขึ้นมา มันพลิกแพลงขึ้นมาน่ะ โอ๊ย ไม่ได้แล้ว เดินมาตั้งนานแล้ว เดินมาจนพอแล้ว เดินจนคนอื่นเขาเดินน้อยกว่าเรา เราเดินมากกว่าเขาแล้ว นี่มันหลอกไง นี่เวลามันพลิกขึ้นมานี่จบเลย

เวลาเราจะขึงพืดมันไง เราจะขึงพืดกิเลสไง นั่งสมาธิๆ มันจะคิดขนาดไหนเรื่องของมัน มันจะไปไหนพุทโธอยู่นี่ ถ้ามันใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาไล่มัน เอ็งจะไปไหน ไปทำไม แล้วก่อนที่จะมานี่เอ็งคิดอะไร ก่อนที่จะมาก็บอกว่าจะมาภาวนาไง ก่อนที่จะมาก็บอกว่าต้องการคุณงามความดีไง ก่อนที่จะมาภาวนาก็บอกว่านี่ฉันไปฉันจะนั่ง ๓ วัน ๓ คืนไม่ลุกเลย พอมา ๓ นาทีมันยังนั่งไม่ได้เลย มันเป็นเพราะอะไรล่ะ นี่เวลากิเลสมันตีกลับ เห็นไหม ถ้ามันเอาไว้คุยมันคุยได้ทั้งนั้น เอาไว้คุยประโยชน์อะไร

ถ้าเอาไว้ทำนะ เราทำเราต้องมีสติปัญญา การอาบเหงื่อต่างน้ำ คนที่เขาประสบความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม คนที่สำเร็จทางโลก เห็นไหม เขาต้องมีสติปัญญาของเขา เขาไม่เซ่อๆ ซ่าๆ แล้วเขาบอกทำอะไรสิ่งใดก็ประสบความสำเร็จไปทั้งหมด เขาต้องมีสติมีปัญญาแล้วก็ต้องมีกาลเทศะ การควรการไม่ควร การถึงเวลาที่ยังไม่ควรเขาก็ยังระงับไว้ก่อน เวลาการควรขึ้นมานี่เขาเร่งรีบของเขา เขาทำของเขา เขามีการควรการไม่ควร เขามีการวินิจฉัยว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด สิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ เขาต้องทำมีสติปัญญาของเขา เขาทำสิ่งใดเขาถึงประสบความสำเร็จของเขา

ถ้าความสำเร็จทางธรรมล่ะ ดูสำเร็จทางธรรมสิ เห็นไหม โลกเขาบวชมาแล้วเขาบอกมีคนนับหน้าถือตา เราบวชเป็นพระแล้ว เห็นไหม ใครๆ ก็ยกมือนบนอบ มันทำให้เรามีศักยภาพฐานะสูงส่ง กิเลสมันฟูเลยล่ะ แต่เวลาเข้าป่าเข้าเขาไป เวลาเราไปธุดงค์ของเรา เราไปอยู่ในที่สงัดวิเวกของเรา เราเป็นอะไรตอนนี้ เราก็เป็นพระ เราเป็นพระขึ้นมาใครจะมาเชิดชูล่ะ ก็มีเราคนเดียวนี่แหละ แล้วสิ่งที่เราปัจจัยเครื่องอาศัย พรุ่งนี้ไอ้นั่นจะขาดแคลน ไอ้นั่นก็จะไม่มี ไอ้นั่นก็จะไม่ได้น่ะ มันวิตกกังวลไปหมด ถ้าวิตกกังวล แล้วเรามีสติปัญญาสู้กับมันไหมล่ะ

เวลาเราเห็นภัยในวัฏสงสาร เราก็อยากจะพ้นจากทุกข์ แล้วพ้นจากทุกข์อะไรเป็นทุกข์ อะไรเป็นทุกข์ ก้อนไม้เป็นทุกข์เหรอ ก้อนหินเป็นทุกข์เหรอ วัตถุธาตุสิ่งใดเป็นทุกข์ล่ะ มันไม่มีหรอก มันก็มีหัวใจของคนเป็นทุกข์ ถ้าหัวใจของคนเป็นทุกข์แล้วเราก็จะปฏิบัติ เราก็จะสู้กับมันอยู่นี่ แล้วสู้กับมันเวลาจะเอาจริงเอาจังขึ้นมาทำไมมันถึงได้แส่ส่ายขนาดนี้ ทำไมมันวิตกกังวลขนาดนี้ ถ้าคนอ่อนแอ อ่อนแอก็ เอ้อ..สึกไปเป็นฆราวาสดีกว่า เราก็มีโอกาสทำบุญกุศลของเรา นี่มันก็ไปนู้นเลย

แต่ถ้าเรามีสติปัญญาของเรานะ สิ่งที่ว่าทางคับแคบกับทางกว้างขวาง เราก็แสวงหาของเรามาอยู่แล้ว แล้วครูบาอาจารย์ที่ท่านประสบความทางธรรม ท่านสู้ของท่าน ท่านทำจริงของท่าน ท่านอยู่ป่าอยู่เขาของท่าน ทุกคนเกิดมาเป็นคน คนมันเกิดมาจากไหน ทุกคนเกิดมามีพ่อมีแม่ทั้งนั้นน่ะ ทุกคนเกิดมาก็มีภาระรับผิดชอบทั้งนั้น แต่ทำไมเราตัดใจได้ล่ะ เราตัดใจได้ว่ามีคนดูแลแทนเราก็ได้ ตัดใจได้เพราะว่าท่านอยู่ของท่านเองก็ได้ เราก็มีความคิดถึง เห็นไหม

แต่เราจะเอาใจเราไว้ในอำนาจของเราไง เราจะปฏิบัติตามความจริงของเราไง ถ้าปฏิบัติตามความจริง ถ้ามันเกิดปัญญาขึ้นมา เห็นไหม มันเกิดปัญญาขึ้นมา นี่ผู้ที่ประสบความสำเร็จทางธรรม มันก็ต้องมีปัญญา ปัญญานี้ปัญญาอะไร ปัญญาแค่หาโอกาสไง ปัญญาแค่หาโอกาสให้ตัวเองอยู่กับที่แล้วเข้าทางจงกรม ไอ้อย่างนี้มันไม่ใช่ปัญญาฆ่ากิเลสหรอก ไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น ไอ้นี่มันสามัญสำนึก คนเขาก็คิดได้ เรามาบวชเป็นพระเราก็คิดได้ คิดได้เหมือนกัน มันยังไม่เห็นกิเลสตรงไหนเลย

เพียงแต่ว่าถ้ามันไม่มีจุดยืน เห็นไหม ไม่มีสติปัญญามันก็จะไหลไปกับเขา เอ้อ ก็คนบวชมาทั้งนั้น บวชแล้วเขาก็อยู่โลก บวชแล้วเขาก็อยู่สุขสบายของเขา ทำไมเราต้องมาทุกข์มายาก เวลาปฏิบัติว่ามันทุกข์มันยากทั้งนั้น ไม่บอกเลยว่ากิเลสมันทุกข์มันยาก เวลากิเลสมันนอนอยู่บนหัวใจของคน มันขี้มันขับมันถ่ายอยู่บนหัวใจของคน เราไม่รู้ไม่เห็นกับมัน มันก็สบายใจเห็นไหม มันปล่อยให้เราได้สะดวกใจ เห็นไหม บวชเป็นพระแล้วมีคนนับหน้าถือตา โอ๊ย มีความสุขมากเลย โอ๊ย ทำอย่างไรก็ได้เลย ไม่รู้เลยว่าสร้างเวรสร้างกรรมไปทั้งนั้น

เพราะสิ่งที่เราได้อาศัยเจือจานมันมาจากไหน เวลามันมาจากบุญกุศลของเขานะ เขาคิดของเขา เขามีเจตนาของเขา เขาได้เสียสละของเขา เสียสละให้เพื่อใคร..ให้ผู้ทรงศีลให้ผู้มีศีล ให้ผู้มีศีลได้ประพฤติปฏิบัติ ดูเวลาพระเจ้าพิมพิสารคุยกับเจ้าชายสิทธัตถะสิ เห็นไหม “ออกมานี่โดนเขาปฏิวัติมาใช่ไหม ให้กองทัพไปครึ่งหนึ่งให้เจ้าชายสิทธัตถะไปเอาสมบัติคืน” เจ้าสิทธัตถะบอก “ไม่ใช่ ออกมานี่ออกมาเพื่อแสวงหาโพธิญาณแท้ๆ เลย ออกมาเพื่อสัจธรรมเลย”

“ถ้าอย่างนั้น ถ้าได้สัจธรรมแล้วให้กลับมาสอนด้วย ให้กลับมาสอนด้วย” เห็นไหม พระเจ้าพิมพิสารสัญญาไว้กับเจ้าชายสิทธัตถะเลย ว่าถ้าเจ้าชายสิทธัตถะเวลาตรัสรู้ธรรมแล้วให้กลับมาสอนด้วย

โยมชาวพุทธก็เหมือนกัน เขาทำบุญกุศลอยู่ เขาทำบุญกุศลให้พระได้ประพฤติปฏิบัติ เขาให้พระนี่ศึกษาธรรม ศึกษาธรรมขึ้นมาให้มันเป็นคุณงามความดีในใจ ถ้ามีความดีในใจแล้วนี่ หนึ่ง เราปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เวลากิเลสตัณหาความทะยานอยากที่มันดิ้นรนในใจ มันครึกโครม มันโดดโครมๆ อยู่ในใจนี่มันทุกข์มันยาก ถ้าเรามีสติมีปัญญาเอามันไว้ เห็นไหม หนึ่ง เราเอามันไว้ได้ นี่พอเอามันไว้ได้หนึ่ง ถ้าเราพิจารณาได้ด้วยชำนาญในวสี เห็นไหม สัมมาสมาธิ เวลาเราเอาจิตนี้ออกฝึกหัดใช้ปัญญา จะเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม ตามความเป็นจริง แล้วพิจารณาของมันเป็นอย่างไร

ถ้าเราพิจารณาของเรา ถ้ามันประสบความสำเร็จมันก็โสดาปัตติผล พิจารณาต่อเนื่องกันไปสกิทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล เห็นไหม ชาวบ้านเขาต้องการตรงนี้ไง ต้องการให้เราประพฤติปฏิบัติไง แล้วสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติเอามาสอนฉันด้วย เอามาบอกฉันด้วย นี่สิ่งที่เขาสละเสียสละมานี่ก็เพื่อประโยชน์กันแล้ว ประโยชน์เป็นบุญกุศลของเขา เพราะเราได้ทำจริง เพราะปัจจัยเครื่องอาศัยเราใช้ประโยชน์จริง ประโยชน์จริงใช้เพื่ออะไร ใช้เพื่อดำรงชีวิต ใช้เพื่อดำรงชีวิตแล้วทำไม ดำรงชีวิตแล้วมาประพฤติปฏิบัติ ประพฤติปฏิบัติทำไม ประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มันรู้ธรรมเห็นธรรม ให้มันเป็นสัจจะความจริง เห็นตามความเป็นจริงแล้วเราก็มีความสุข เราก็มีสัจธรรมในหัวใจของเรา เพราะเรามีสัจธรรมในหัวใจของเรา เราถึงเอาสิ่งนี้เผยแผ่ได้ไง

เขารอตรงนี้ เขารอตรงที่ว่ามีแล้วบอกฉันด้วยบอก มีแล้วบอกฉันด้วย เห็นไหม เขาไม่ได้เอาไว้คุย เขาเอาไว้ประพฤติปฏิบัติ

แต่ถ้ายังไม่มีไม่ต้องไปคุย เพราะเรายังไม่มี เพราะยังไม่มี เห็นไหม ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นธรรมหันหน้าเข้าป่าเข้าเขา หันหน้าเข้าสู่ความสงัดวิเวก สิ่งนั้นเป็นโทษนะ การคลุกคลีก็ทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน การไปแบกรับภาระ ไปรับข้อมูลข่าวสาร จิตใจมันฟูไปหมด เดี๋ยวเรื่องนั้น เดี๋ยวเรื่องนี้ เราจะรักษาใจเรา ทำไมจุดไฟเผามันล่ะ เวลาเขาจะรักษาใจเขาชักฟืนออกๆ ทั้งนั้น เขาไม่เอาฟืนสุมเข้าไปหรอก เขาไม่เอาข้อมูลข่าวสารสิ่งที่อะไรสุมมันเข้าไปหรอก เราจะรักษาใจเรา เราเอาแต่เรื่องกิเลสตัณหาความทะยานอยากทับถมมันเข้าไป แล้วก็บอกว่าฉันมีปัญญา ฉันจะแก้ไข ฉันจะถอดถอน ถอดถอนทำไมเอาแต่เชื้อโรคเอาแต่สิ่งที่เป็นกิเลสตัณหาทะยานอยากสะสมเข้าไป ทำไมไม่สำรอกไม่คายมันออก แล้วสำรอกอย่างไร

นี่เราก็สงสัย ญาติโยมก็สงสัย ญาติโยมเขาทำบุญตรงนี้ขึ้นมา ก็ให้นักปฏิบัติปฏิบัติขึ้นมาให้หายสงสัย แล้วหายสงสัยถึงจะรู้ว่าสิ่งใดที่จะยับยั้งความฟุ้งซ่านในใจได้ แล้วความฟุ้งซ่านในใจเวลาสิ่งที่เราเป็นกันอยู่ เห็นไหม อะไรเป็นสมาธิ อะไรที่เป็นสมาธิ สมาธิให้คุณสมบัติอย่างไร สมาธิให้ความสุขกับใจอย่างไร แล้วเป็นสมาธิแล้วนี่เวลามันส่งออก มันออกไปรับรู้ ออกไปรับรู้อารมณ์ ถ้าเป็นสมาธิมันไม่รับรู้อารมณ์ มันปล่อยวางอารมณ์เข้ามา แล้วเวลามันออกรู้ล่ะ สถานการณ์รู้ แล้วมันรู้อย่างไร

แต่ถ้ามันมีความชำนาญเป็นสัมมาสมาธิ เวลามันออกรู้นี่ออกรู้ด้วยสติด้วยปัญญา เราบริหารจัดการไง ถ้าบริหารจัดการมันก็งานชอบไง ความชอบธรรม ถ้าความชอบธรรมเกิดขึ้นมันก็เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม ตามความเป็นจริงเกิดขึ้น มันก็เกิดเป็นมรรค ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มรรคญาณ มรรคโค มรรคเป็นทางอันเอก ทางอันเอกที่เราแสวงหากันอยู่นี่ แสวงหาทางอันเอก เห็นไหม ทางอันเอกก็ไปทางหลวงไง ทางหลวงนี่เขาทำไว้ให้แล้ว นี่ตรงดิ่งเลย ยิ่งทางด่วนขึ้นไปนี่เหยียบได้เต็มที่เลย ไอ้ทางนั้นมันทางสาธารณะ ทางเอาไว้สัญจร

แต่ทางที่ชำระล้างกิเลสมันเป็นทางของใจ ใจที่มันปฏิสนธิ เห็นไหม ปฏิสนธิจิตกำเนิด ๔ แล้วกำเนิดมาเป็นเราอยู่นี่ แล้วเราจะแสวงหาเข้าไป แสวงหาเข้าไป เห็นไหม ดูสิ พ่อแม่ปู่ย่าตายายท่านก็เป็นสิ่งมีชีวิต เพราะมีเวรมีกรรมมันถึงมากำเนิดในครรภ์ กำเนิดแล้วก็มาเป็นเรา เป็นเราเห็นไหม นั้นล่ะสายบุญสายกรรม นี่ผลของวัฏฏะ

ผลของวัฏฏะมันก็เป็นเรื่องหนึ่งนะ ผลของวัฏฏะนี่ผลของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนี้ ด้วยบุญกุศลด้วยบาปอกุศลของคนเกิดตามอำนาจของกรรม แต่วิธีปฏิบัติล่ะ เวลาปฏิบัติขึ้นมา เห็นไหม นี่ทางอันเอก มรรคโคๆ เวลามันมีโลกกับธรรม เวลาเรามีสัมมาอาชีวะ เราเลี้ยงดูพ่อแม่ เราทำสิ่งใดต่างๆ มันก็เป็นงานทางโลก แต่งานทางโลกไปทำเห็นสภาพคนเฒ่าคนแก่คนเจ็บไข้ได้ป่วย เห็นแล้วมันสลดเวช มันก็เท่ากับพิจารณาปลงธรรมสังเวชไป ปลงธรรมสังเวชขึ้นมาถ้ามันย้อนเข้ามาในใจนี่ ย้อนเข้ามาในใจ ถ้ามันย้อนเข้ามาในใจมันจะเจอทางไง เพราะทางอันนี้เป็นทางของเรา ทางอันนี้ปฏิสนธิจิต เพราะปฏิสนธิจิตมีอวิชชามืดบอด มันถึงกำเนิด มันถึงจุติ

ถ้าเรามีสติปัญญาล่ะ แล้วสติปัญญามันมาจากไหน สติปัญญามันจะค้นหามาจากไหน ถ้าเราไม่ภาวนา มันไม่เกิดภาวนามยปัญญา มันจะเอาอะไรไปแยกแยะล่ะ มันก็ยังแยกแยะไม่ได้ ถ้าแยกแยะไม่ได้ เห็นไหม เราก็สงสัย แล้วสงสัย คนสงสัยเอาความสงสัยไปเผื่อแผ่ใคร เขาไม่ต้องการ เขาต้องการเราชี้บอกทางน่ะ ทางอย่างไร ทางที่จะไปเป็นอย่างไร แล้วทางนี้จะไปอย่างไร

ในเมื่อสิ่งที่เป็นนามธรรมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ถึงได้บอกว่าให้เรากำหนดกรรมฐาน ๔๐ ห้อง นี่พุทโธๆ เห็นไหม ระลึกพุทธานุสติ ในเมื่อมันเป็นนามธรรม มันเป็นนามธรรมแล้วเราจะไปจับกันที่ไหน ถ้าเรากำหนดพุทโธๆ เห็นไหม ชัดแล้ว นี่สิ่งที่เป็นนามธรรมมันกระจายไปทั่ว มันส่งออก ถ้าเราพุทโธ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ พุทโธๆ พุทโธไปนี่ แต่ตั้งสติดีๆ นะ อย่าทำสักแต่ว่า ถ้าทำสักแต่ว่านี่ก็พุทโธแล้ว ตั้งสติก็แล้ว มันจะคุย มันจะคุย พุทโธก็แล้ว ทำทุกอย่างก็แล้ว ทำทุกอย่างหมดแล้ว อดอาหารก็อดแล้ว แล้วทำยังไงต่อล่ะ

เพราะเราไปคิดอย่างนั้นไง แต่ถ้าเราตั้งสติของเรา สิ่งที่เราทำมา ดูสิ เขาจะฝึกหัด การฝึกหัดช่างหรือฝึกหัดผู้ที่ชำนาญในวิชาชีพวิชาใดวิชาหนึ่ง เขาต้องมีประสบการณ์ของเขา คนทำงาน เห็นไหม เวลาเขาสมัครงาน เคยผ่านงานมา ๕ ปี ๑๐ ปี แล้วมีการเซ็นต์รับว่า ๕ ปี ๑๐ ปีนี้เขามีสติปัญญา เวลาเขาตั้งเงินเดือนของเขา เขาก็ต้องมีตามวุฒิภาวะตามประสบการณ์นั้น นี่เขายังต้องมีประสบการณ์ของเขา

นักบินนะ เขามีชั่วโมงบินของเขา แล้วจิตใจเราล่ะ นี่พุทโธ ปัญญาอบรมสมาธิ ชั่วโมงบิน ชั่วโมงบินของเรามันต้องมีสิ นี่บอกว่าชั่วโมงบินก็ผู้โดยสารไง นักบินเขามีชั่วโมงบินของเขา ผู้โดยสารในเครื่องบินเขาไม่ได้มีชั่วโมงบินของเขา ชั่วโมงบินของเขาเขาก็สะสมแต้ม ไอ้นั่นเขาจะซื้อตั๋วใหม่

แต่ของเราไม่ใช่ ของเราไม่ใช่ ของเรานักบินต้องมีประสบการณ์ไง ถ้าพุทโธมันไม่ได้ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิมันไม่ลง ไม่ลงเราก็ต้อง เห็นไหม เราบินแล้วเอาเครื่องบินขึ้นได้ไหม ลงได้ไหม ประสบความสำเร็จไหม นี่ก็เหมือนกัน พุทโธแล้วจิตมันลงไหม ถ้าไม่ลงมันก็ต้องหาวิธีการ ทำไมเครื่องบินเราขึ้นไม่ได้ เอ้า เครื่องบินขึ้นไม่ได้ ช่างซ่อมมันซ่อมบำรุงไม่ดี เครื่องบินมันเสียหายขึ้นไม่ได้

นี่ก็เหมือนกัน พุทโธๆ แล้วจิตมันลงไม่ได้ จิตลงไม่ได้เพราะอะไร เพราะกิเลสมันหนา เพราะมันหยาบ เพราะมันไม่มีสติ มันไม่หาอุบาย มันไม่หาวิธีการเลย สักแต่ว่าทำ เวลาเครื่องบินมานี่เครื่องบินเพื่อขึ้นลง ไอ้นี่แค็ตตาล็อกเครื่องบิน เป็นแค็ตตาล็อกไง มีแต่รูปเครื่องบิน ไม่มีตัวเครื่องบินไง แล้วก็จะเอาอย่างเขา จะเอาอย่างเขา

เวลามันเรียกร้อง กิเลสมันเรียกร้อง เห็นไหม นี่ศึกษาธรรมไว้คุยไง คุยว่าฉันได้ทำแล้ว ทุกอย่างทำแล้ว ถ้าทำแล้ว พอทำเสร็จแล้ว... มีนักปฏิบัติเยอะมากนะ พอปฏิบัติสุดกำลังแล้วบอกว่ามรรคผลไม่มีแล้วล่ะ ทำไม? ก็ฉันทำแล้วมันไม่ได้ ไม่มีอยู่จริงหรอกฉันทำไม่ได้ ...มันเป็นไปไม่ได้หรอก ถ้ามันไม่มีอยู่จริงพระศรีอริยเมตไตรยมาตรัสรู้ได้ยังไง อนาคตวงศ์วงศ์ต่อไป จากของเรานี้ ๕ องค์ แล้วยังไปข้างหน้าอีก ถ้ามันไม่มีมันจะไปอย่างไร

แต่ตัวเองเวลาปฏิบัติแล้วนี่ล้มลุกคลุกคลาน บอกมันไม่มีแล้ว มรรคผลไม่มี ไม่มีเพราะอะไร เพราะปฏิบัติแล้ว ปฏิบัติแล้วทำไม ปฏิบัติแล้วมันไม่มี ทำอย่างไรก็ไม่ได้ พอทำไม่ได้มันก็เป็นผู้ที่อาภัพวาสนา พออาภัพวาสนาจิตใจหยาบกระด้าง จิตใจหยาบกระด้างก็เชื่อ เชื่อแค่กิเลสมันปั้นแต่งให้มา กิเลสมันปั้นแต่งให้มา กิเลสมันควบคุมแม้แต่การปฏิบัติ เวลาปฏิบัติกิเลสมันก็ครอบงำมา พอครอบงำก็ปฏิบัติอยู่ในกรอบของมัน ปฏิบัติอยู่ในกรอบของกิเลส

คำว่ากรอบของกิเลส ก็มันกลัวทุกข์กลัวยาก กลัวลำบากกลัวลำบน ปฏิบัติก็พอเป็นพิธีกรรม เวลามันปฏิบัติมันก็อยู่ในกรอบของกิเลส แล้วเวลาปฏิบัติแล้วจะเอาผล เวลาจะเอาผลขึ้นมาก็บอกว่าจะเป็นความจริง แล้วจะเอาความจริง ความจริงมาจากไหน พอไม่ได้ ความจริงไม่ได้ ไม่ได้ก็ฉันปฏิบัติแล้วไง นี่ไง ที่บอกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ๆ เขาคิดกันอย่างนั้น ทำสมบูรณ์แล้ว คนเยอะมาก บอกว่าเวลามรรค ๘ สติกำลังเท่าไหร่ สมาธิเท่าไหร่ กำลังเท่าไหร่ แล้วก็จะคำนวณมาให้พอดี

เพราะอะไร เพราะมีการศึกษา ปัญญานี่เขาเอาไว้แก้ไขวิกฤตทางชีวิต เขาเอาไว้แก้ไขวิกฤตในวิชาชีพของเขา แต่นี่เวลาเราศึกษามาเรามีปัญญาขึ้นมา กิเลสมันก็เอามาใช้ซะ ว่าได้สมาธิเท่าไหร่ ปัญญาเท่าไหร่ อันนี้มันคิดเป็นวิทยาศาสตร์ คิดแบบว่าเราจะฆ่ามัน เราจะกำจัดมัน เพราะเราไม่ชอบกิเลส เราไม่ชอบความลังเลสงสัยในใจของเรา เราอยากจะทำลายมันให้หมด ให้หัวใจนี้ผ่องแผ้ว ให้สะอาดบริสุทธิ์หมด แล้วเราก็คิดคำนวณ คำนวณว่าเราจะทำมันอย่างไร

นี่ไง ถึงบอกว่าทางโลกไง ทางวิทยาศาสตร์ไง คำนวณได้นี่ พระพุทธเจ้าทำอย่างไรถึงเป็นพระพุทธเจ้าได้ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ ท่านทำอย่างไรถึงเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาได้ เราก็จะทำก๊อบปี้แบบนั้นเลย ไม่มีทาง ไม่มีทาง เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร พระอัสสชิฝึกหัดจนเป็นพระโสดาบันแล้ว เอามาเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เดินเข้ามาเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า นั่นไง อัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาของเรามาแล้ว ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์เลย เพราะอะไร เพราะท่านทำของท่านมา เวลาพระโมคคัลลานะพระสารีบุตรท่านตั้งเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวา เห็นไหม พระต่อว่า พระพุทธจ้าบอกว่า “ของของเขา พระพุทธเจ้าไม่ได้ลำเอียง ของของเขา เขาสร้างของเขา”

คำว่าของของเขา อำนาจบารมีของเขา เขาสร้างของเขามา เขาสร้างของเขามา พระโมคคัลลานะพระสารีบุตรเขาสร้างของเขามา แล้วเราก็ไปศึกษาผลประโยชน์ของเขา แล้วเราจะทำให้เหมือนอย่างนั้น ทางวิทยาศาสตร์ก๊อบปี้มาๆ เอ็งได้สร้างอย่างนั้นมาเหรอ เอ็งมีวาสนาแบบพระสารีบุตรเหรอ เอ็งว่าเอ็งมีวาสนาอย่างนั้นเหรอ เอ็งว่าเอ็งสร้างบุญกุศลมาเท่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหรอ เอ็งได้ทำอย่างนั้นมาเหรอ เอ็งได้ทำมาหรือเปล่า

ไม่ได้ทำ ไม่ได้ทำแต่ศึกษาไง พอศึกษาๆ ด้วยกิเลสไง เอาไว้คุยไง อยากจะคุยอยากจะโม้ อยากจะอวดไง พอศึกษามาแล้วนี่วิทยาศาสตร์ว่าอย่างไร ท่านทำอย่างไร แล้วก๊อบปี้เลย จะเอาอย่างนั้นเลย วิทยานิพนธ์อยากจบปริญญาเอก ก็ไปเอาวิทยานิพนธ์ในหอเก็บวิทยานิพนธ์เลย ลอกแม่งทุกวิทยานิพนธ์เลย เอามารวมกันเป็นยอดวิทยานิพนธ์ไง แล้วเราก็ส่ง ได้ไหม? เขาให้เอ็งไหม ไม่มีทาง

อันนี้ เห็นไหม ถ้าเอาไว้คุยมันเป็นแบบนี้ เวลาปฏิบัติปฏิบัติอยู่ในกรอบของกิเลสไง กิเลสมันครอบงำ ฉะนั้น เราปฏิบัติตามความเป็นจริงนะ เราพยายามปฏิบัติตามความเป็นจริง ฟังธรรมๆ ฟังธรรมไม่ใช่ฟังให้จิตใจแห้งแล้งนะ เวลาฟังไปฟังมานี่ โอ๊ย อย่างนี้ไม่ปฏิบัติ อย่างนี้ไม่ไหว ถ้าฟังธรรมอย่างนี้ เขาไม่ได้ฟังอย่างนี้ เขาฟังกระตุ้น กระตุ้น เห็นไหม หนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นมนุษย์ พระโมคคัลลานะพระสารีบุตรท่านเป็นมนุษย์ท่านสร้างของท่านมา เราก็สร้างของเรามา ท่านสร้างของท่านมา เวลาท่านฟังพระอัสสชิทีเดียวท่านเป็นพระโสดาบันเลย เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการจนเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดเลย ทำได้อ่ะ ท่านก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน

เราเป็นมนุษย์เพราะเราได้สร้างบุญกุศลเราถึงได้เป็นมนุษย์ มนุษย์สมบัติ ถ้าไม่ได้สร้างบุญกุศลมา ไม่มีเหตุจะมาเป็นอย่างนี้ไม่ได้หรอก ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ การเกิดมาเป็นมนุษย์ต้องมีที่มาที่ไป แล้วเราเกิดมาแล้วนี่ มนุษย์เกิดมามหาศาลเลย เกิดมาแล้วเขาก็หลงใหลอยู่ทางโลก เราเกิดมาแล้วเราเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราเสียสละมามาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระทำไม บวชเป็นพระเพื่อจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าปฏิบัติได้ก็ตามความจริงขึ้นมา

ครูบาอาจารย์หลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่นท่านทำของท่านประสบความสำเร็จมาแล้ว เราก็จะทำของเราให้ประสบความสำเร็จ เราก็มุมานะของเราสิ เห็นไหม ฟังธรรมๆ เพื่อกระตุ้นน่ะ ฟังธรรมให้เราองอาจให้เรากล้าหาญ ให้เรามีสติปัญญา แล้วองอาจกล้าหาญอะไร จะไปแบกอะไร จะไปแบกหินแบกทราย จะไปแบกเพชรนิลจินดาที่ไหนล่ะ มันก็จะแบกปัญญา แบกศีลสมาธิปัญญา องอาจกับหัวใจ องอาจกับทางจงกรม องอาจกับการนั่งสมาธิ องอาจ..ถ้าจิตสงบแล้วเข้าไปเห็นจิต องอาจกับหัวใจของตัว องอาจกับพญามาร พญามารที่มันครอบงำในใจน่ะ เวลาเข้าไปรู้ไปเห็นขึ้นมามารมันเป็นอย่างไร นี่หลานมาร ลูกมาร พ่อมาร ปู่มาร เวลากิเลสมันหยาบละเอียดต่างๆ เข้าไปต่อสู้กับมัน นี่มันเห็นเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป เพราะอะไร

เพราะทำจริงไง ไม่ได้คุย ทำๆ ทำจริงๆ ทำจริงๆ มีครูบาอาจารย์คอยชี้นำ แต่ถ้ามันเป็นทางโลกๆ มันพยายามจำ พูดอะไรจับให้หมดเลย จำให้ได้ เอาไว้ทำไม เดี๋ยวกลัวลืม เอาไว้ไปคุย มันคุยได้ มันไม่ทำไง

แต่ถ้าทำนะ เวลาทำก็เป็นจริงขึ้นมานะ นี่สัญญาเป็นอย่างหนึ่ง สัญญาที่มันเกิดขึ้นนี้เป็นอย่างหนึ่ง เวลาปฏิบัตินะ สตินะ มันสะเทือนใจเลยนะ ถ้าสติมันมารุนแรงกึ๊ก โอ้โฮ ทำไมเราโง่ได้ขนาดนี้ ทำไมเราปล่อยใจเราขนาดนี้ล่ะ ทำไมมันผิดพลาดได้ขนาดนี้ ถ้าสติมันมานะ มันสังเวชนะ สติแล้วมันปล่อยหมดเลย แล้วถ้าพุทโธๆ ถ้าพุทโธไม่ได้ก็ล้มลุกคลุกคลานอย่างนี้ แต่ก็สู้มันไม่ถอย ถ้าจิตมันสงบเข้ามา โอ้โฮ มันมหัศจรรย์ มันมหัศจรรย์

นั้นมันคืออะไรล่ะ สิ่งที่มันเกิดขึ้นมา นี่ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก รู้จำเพาะในหัวใจเลย ปัจจัตตังคือมันสัมผัส มันรู้จริง แต่ถ้าเราไปศึกษามาๆ มันก็คาดก็หมาย คาดหมายไว้ทำไม คาดหมายไว้งงๆ นะ แต่ถ้าเราเป็นจริงขึ้นมาเห็นไหม เป็นจริงขึ้นมาจากไหน เป็นจริงขึ้นมาจากสติ จากกิริยาของใจ มือไม้มันทำงานแต่เป็นวัตถุ เวลาทำงานของใจมันเป็นสติ อารมณ์ สติ เห็นไหม อารมณ์ความรู้สึก ว่าความคิดๆ แล้วมันจะมีสติมันปล่อย มันโล่ง มันโถง

แต่เวลาความคิด เห็นไหม เริ่มต้นเราก็ไม่รู้ที่มาที่ไป มันเกิดอย่างไร ความคิดมันเกิดมาจากไหน เกิดอย่างไร เกิดมาแล้วทำไมมันทุกข์ยากขนาดนี้ ถ้ามันพุทโธๆ พุทโธมันก็เป็นคำบริกรรม เวลามันสงบเข้ามาเราเห็น เพราะมันบริกรรมมันถึงสงบ เพราะมันบริกรรมมันถึงมีสติ ถ้ามันบริกรรมมันถึงควบคุมบริหารจัดการได้ พอมันบริการจัดการขึ้นมา ใหม่ๆ มันก็ล้มลุกคลุกคลาน ชำนาญในวสี เห็นเข้าเห็นออกบ่อยๆ เข้า เวลามันเข้าไม่ได้มันก็ทุกข์ยากขึ้นมา พอมันเข้าได้มันก็สุขสุดยอด สุดยอดก็อยากได้อยากดีขึ้นมา กิเลสก็ซ้อนกิเลส ตัณหาซ้อนตัณหาทับขึ้นมา ก็ทำไม่ได้อีก ก็ละวาง ทำตามเป็นจริง เอ่อ พอทำนั้นเป็นจริงขึ้นมา ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น มันก็เป็นอีก เห็นไหม พอเป็นขึ้นมา เอาอีก อยากอีก

มันต้องโดนอย่างนี้ โดนย้อนเกล็ดอยู่อย่างนี้ จนมันระวัง แล้วควบคุมให้ได้ เราทำเพื่อความสงบระงับ เราทำเพื่อความดีของเรา เราทำเพื่อความสุขของเรา แล้วพอมันเป็นได้จริงเห็นได้จริง จิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นกาย จิตเห็นเวทนา จิตเห็นธรรม เราก็วิปัสสนาของเรา ใช้ปัญญาของเราไป ปัญญาเริ่มต้นก็เดินไม่เป็น พอเดินขึ้นไปก็ล้มลุกคลุกคลาน อ้าว มันมีอยู่จริงเหรอ อ้าว ที่มันจับได้จิตจริงๆ เหรอ จิตจริงๆ มันเป็นอย่างนี้เหรอ เอ้ มันเป็นความสุขๆ ความสุขกับสังขารมันอันเดียวกันหรือเปล่า เอ้..ทดสอบทดลอง ทดสอบทดลองแบบทางวิทยาศาสตร์ แบบผู้มีการศึกษา มีการศึกษาต้องคิดอย่างนี้ เปรียบเทียบอย่างนี้ กลัวผิดๆ กลัวมันจะผิดพลาด แล้วทำยังไงต่อ

เพราะกลัวผิดมันก็เลยผิดไง แต่ถ้ามันมีสติปัญญาสู้กับมัน ผิดก็ผิดสิ ผิดจะเป็นอะไรก็คนไม่เคยทำ แต่ถ้าทำแล้วพอผิด ผิดแล้วตั้งตัวใหม่ ผิดแล้วตั้งสติใหม่ ทำให้มันสงบขึ้นมา แล้วกว่ามันจะสงบมันก็เห็นโทษไง เห็นโทษ กว่าเราจะสงบขึ้นมา เหมือนกับเราหาเงิน กว่าจะได้เงินได้ทองมาพอใช้จ่ายฟุ่มเฟือย กว่าจิตจะสงบได้ พอสงบได้เราจะมีสติปัญญา เราก็ออกฝึกหัดใช้ปัญญา พอใช้ปัญญาไป เห็นไหม มันได้เงินมาแล้วนี่เราไปซื้อขายแลกเปลี่ยนขึ้นมา มันก็มีผลกำไรขึ้นมา ใช้ปัญญาแยกแยะไป ผลที่ตอบรับขึ้นมามันลึกกว่า มันสุขกว่า มันดีกว่า นี่มันพัฒนาการขึ้นไป

นี่ทำจริงๆ ไม่ได้คุย ถ้าหวังจะคุยหวังจะรู้นี่ไม่ได้หรอก เพราะมันพยายามจะจำไว้ จำคือสัญญา พยายามจำ พยายามก๊อบปี้ เพื่อจะเอาไว้คุย คุยได้แต่ทำไม่ได้ ถ้าทำได้ขึ้นมา ทำขึ้นมาจริงๆ ถ้าทำขึ้นมาจริงๆ มันจะไปไหน ความจริงกับความจริงมันอันเดียวกัน ถ้าทำแล้วพูดที่ไหนใครพูดเหมือนกันหมดน่ะ ถ้ามันเป็นความจริง แต่เพราะมันไม่จริงนี่สิ ราคาคุย พอราคาคุยหลายๆ คนคุยกันมันยิ่งฟั่นเฟือน มันยิ่งไปใหญ่เลย

ถ้าเป็นความจริงนะ ใครพูด สามเณรอายุ ๗ ขวบเป็นพระอรหันต์ เด็ก ๗ ขวบมันก็พูดกับพระอรหันต์ที่อายุมากกว่าเหมือนกัน อันเดียวกัน แล้วรู้ด้วย เข้าใจด้วย มันเป็นไปได้จริงด้วย ถ้าทำจริงๆ มันเป็นแบบนั้น ถ้าทำจริงๆ เราก็ต้องต่อสู้เอาความจริงของเรา ต่อสู้ทำความเป็นจริงของเรานะ เราประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงขึ้นมาเห็นไหม

ฉะนั้น สิ่งที่ศึกษาในปริยัติ เขาว่าต้องศึกษา การศึกษานี่ศึกษาไว้ ศึกษาไว้ปฏิบัติไม่ใช่ศึกษาไว้โม้ ศึกษาไว้อวด ศึกษาไว้เป็นแนวทาง พอมีแนวทางขึ้นมานี่ เพราะการก้าวเดิน เพราะไม่มีแนวทางเราก็สงสัย แต่พอมีแนวทาง แนวทางนั้นทำให้สงสัยซ้อนขึ้นไปอีก แต่ศึกษาแล้ววางไว้ ศึกษาทำไม ศึกษากันสงสัยไง ศึกษาอ้างว่ายังไม่รู้ รู้แล้ว รู้แล้วแล้ววางไว้ด้วย เพราะความรู้ไม่ใช่ความจริง

ถ้าความจริงขึ้นมานะ ความจริงมันเป็นจริงๆ ขึ้นมา เพราะมันเป็นความจริง จริงอันนี้ เห็นไหม ความรู้อันนั้นมันเป็นความจำ ความจำคือสัญญา อันนี้พอมันรู้จริงขึ้นมา มันรู้จริงนี่ถ้าเป็นศีล ศีลนี่มันเป็นความสงบ เป็นปกติของใจ ใจมีความสงบนะ ใจมันเป็นปกติ มีความสุข ใครจะว่าอย่างไร ใครจะเป็นอย่างไร เราก็อยู่ของเราได้ ถ้ามันไม่ปกติสิใครว่าอะไรมันร้อนน่ะ ไม่ว่ามันก็จะไปอยู่แล้ว พอว่ามันไปเลย เพราะมันไม่ปกติ เห็นไหม ศีล สมาธิ สมาธิคือความปกติของใจ ถ้ามันมีสมาธิมันปกติแล้ว ปกติแล้วพอฝึกหัดใช้ปัญญาเพราะจิตมันจริง สติปัฏฐาน ๔ ก็เลยจริงไง ถ้าจิตมันไม่มี จิตมันปลอม สร้างภาพ สติปัฏฐาน ๔ ปลอมทั้งนั้น ของปลอมๆ เอาไว้คุย คุยกันด้วยเล่ห์ด้วยกล ไม่มีความจริงเลย

แต่เราจะปฏิบัติเขาจะคุยมันเรื่องกิเลสตัณหาความทะยานอยาก เราก็มีกิเลส เราจะชำระล้างกิเลส เราจะทำความจริงของเรา เราไม่คุย เราจะทำ ถ้าเราจะทำนะ ใครจะว่าใครจะเสียดสีอย่างไรมันก็เรื่องของเขา เราทำของเรา เรามุมานะบากบั่นมากน้อยแค่ไหนผลที่เกิดขึ้นจะเป็นสมบัติของเรา ผลที่เกิดขึ้นจากความมุมานะบากบั่น ถ้าผิดมันก็เป็นประสบการณ์ ถ้าถูกก็เป็นสมาธิ ถ้าถูกก็เป็นปัญญาขึ้นมา นี่มันอยู่ที่ความมานะบากบั่นของเรา มันเป็นผลของหัวใจของเรา ธรรมสถิตในกลางหัวใจของเรา

ธรรมของหลวงตาท่านพูด สิ่งที่สัมผัสธรรมได้คือความรู้สึกคือใจนี้เท่านั้น ไม่มีสิ่งใดสัมผัสธรรมได้เลย แม้แต่ตำรับตำรามันเป็นกระดาษเลอะหมึก มันไม่มีชีวิต มันรู้ไม่ได้ คนไปอ่านคนไปศึกษามันต่างหาก นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่ประพฤติปฏิบัติอ่านมาแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ถ้าปฏิบัติ เห็นไหม ความมุมานะความบากบั่นเพื่อหัวใจของเรา เพื่อประโยชน์กับเรา ให้ปฏิบัติธรรม อย่าคุยโม้โอ้อวด ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เอวัง